วลัยพรรณ ปิยพงศ์พันธ์

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559


นาโนเทคโนโลยี

17-57-25-467_640      
                  นาโนเทคโนโลยี  เป็นการประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ที่ปัจจุบันมีการพูดถึงกันมาก  และถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกในอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างมาก  หากเราจะเห็นสิ่งต่างๆอยู่รอบตัวเรานั้นเกิดจากสิ่งที่เล็กรวมตัวกันทำให้เกิดสิ่งใหม่หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “อะตอม” โดยอะตอมจะมีการเรียงตัวกันในรูปแบบต่างๆ  ทำให้เกิดสิ่งของขึ้นมาเป็นเป็นรูปร่างและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น  หนังสือ  โต๊ะ  ปากกา  ดินสอ  น้ำ  หรือสิ่งอื่นที่เป็นสสาร  การที่เราพบว่าสสารเหล่านั้นเกิดจากการเรียงตัวของอะตอมทำให้เราคิดค้น  นำอะตอมมาประกอบเป็นสสารที่มีคุณสมบัติใหม่   โดยอะตอมมีขนาดที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการนำอะตอมมาเรียงตัวกันใหม่
                   ถึงแม้ว่าในอดีตเราจะรู้จักอะตอมหรือที่เรียกว่าโมเลกุลมานานแล้วก็ตาม  แต่ยังไม่สามารถทำไปใช้หรือว่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับโมเลกุลให้ได้คุณสมบัติและสสารตัวใหม่  เพียงแค่นำแร่ธาตุมาผสมกันหรือว่าย่อส่วนให้มีขนาดที่เล็กลงเท่านั้น  อย่างเช่นไมโครซิฟ  ซึ่งมีข้อจำกัดมาก  ส่งผลทำให้คิดค้นนำโมเลกุลมาจัดเรียงทำให้เกิดวัสดุใหม่ที่มีขนาดเล็กลงและมีคุณสมบัติใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม  เมื่อครั้งบริษัท  IBM  ได้นำกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของอะตอม  และสามารถที่จะกำหมดการเคลื่อนที่ของโมเลกุลนั้นได้  เป็นแนวคิดต้นแบบในการนำโมเลกุลมาควบคุมและจัดเรียงใหม่  โดยใช้โมเลกุลสามารถจัดเรียงได้ตามต้องการและเที่ยงตรง

ความหมายของนาโนเทคโนโลยี


nano-184187_640


             นาโน คือ  อัตราส่วน 1 ในพันล้าน  หรือเท่ากับ  เมตร  เราจึงพูดกันทั่วไปว่านาโนเมตร  เป็นการเรียงตัวในระดับโมเลกุลมาจัดเรียง 10 ตัว  เพื่อให้สสารที่มีคุณสมบัติใหม่ที่ดีและสามารถทำให้มีขนาดเล็กมากเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ตามต้องการ  เช่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ผ้านาโน  หุ่นยนต์นาโน  โดยการนำเอาโมเลกุลมาจัดเรียงทาเคมีและกลศาสตร์ผสมผสานกัน
ตัวอย่าง  นาโนเทคโนโลยี
นาโนเทคโนโลยีได้นำมาประยุกต์เพื่อไปใช้งานในด้านต่างๆ  ได้มากมายและยังมีการคิดค้นจนสามารถได้อุปกรณ์ที่เกิดจากนาโนเทคโนโลยีไว้มากมาย  มีส่วนช่วยให้ชีวิตประจำของมนุษย์สะดวกสบายขึ้น  ตัวอย่างเช่น
  • วัสดุนาโน เป็นการสร้างวัสดุขึ้นมาใหม่หรือว่าเปลี่ยนแปลงวัสดุเดิม  โดยการสร้างและควบคุมที่น้อยกว่า 100 นาโนเมตร  ทำให้มีวัสดุที่ดี  แข็งแรงทนทาน  มีขนาดเล็กลงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานที่มีรูปแบบต่างกัน  เช่น  ชิ้นส่วนรถยนต์  เครื่องบิน  ยานอวกาศ  วงจรอิเล็กทรอนิกส์  เซลามิก
  • ท่อนาโนคาร์บอน เป็นวัสดุตัวนำไฟฟ้าหรือกิ่งตัว  มีขนาดที่เล็ก  ที่สามารถนำไปประกอบกับอุปกรณ์ทรอนิกส์
  • หุ่นยนต์นาโน หุ่นยนต์สามารถที่จะทำงานและได้รับพลังงานจากโปรตีนที่ร่างกายคนเราใช้เพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ  ในระดับ RAN
ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยี
         ประโยชน์ของนาโนนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ในด้านต่างๆ  อย่างกว้างขวาง  ทำให้มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ  และช่วยนำไปพัฒนาชีวิต  วิทยาศาสตร์  การแพทย์  การขนส่ง
  • คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กลงและทำงานที่รวดเร็ว  ประหยัดพลังงาน  การใช้นาโนเทคโนโลยีมาผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทำให้มีขนาดเล็กลง  ใช้พลังงานน้อยลง  ทำให้มีขนาดและราคาที่ลดลง
  • รักษาโรคและอาการต่างๆ มีการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาสร้างหุ่นยนต์ขนาดเล็กมาก  โดยสามารถเข้าไปในร่างกายผ่านกระแสเลือด  หุ่นยนต์จะทำหน้าที่หาจุดบกพร่องในระดับเซลล์  จะเข้าไปตรวจสอบและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกาย
  • ยานยนต์และอวกาศ ในด้านวัสดุที่มีความเขาช่วยลดพลังงานในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์  ลดแรงเสียดทาน  มีความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น  ในรถยนต์ได้นำมาเป็นวัสดุของเครื่องยนต์ในการสันดาปภายในโดยใช้พลังงานน้อย  และมีความแข็งแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • ในด้านวิทยาศาสตร์ การนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้งานด้านอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการค้นคว้าอะไรหลายอย่างได้มากขึ้นและช่วยให้งานวิจัยได้ดีและมีความแม่นยำ จึงทำให้วิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าไป ทั้ง  เคมี  ชีววิทยา และอื่นๆ
  • สิ่งแวดล้อม ช่วยให้คิดค้น  อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานลดใช้ทรัพยากร  และมีการปรับปรุงในอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการกำจัดมลพิษ
  • วัสดุอุปกรณ์ ทำให้เกิดวัสดุอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้มากมาย  เพื่อให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น  มีขนาดเล็กลง  มีความแข็งแรงมากขึ้น และมีคุณสมบัติที่ที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน  อย่างเช่น ผ้านาโน เป็นผ้าที่ระบายอากาศได้และไม่มีกลิ่นอับไม่สะสมแบคทีเรีย  พลาสติกที่มีความแข็งแรงและขนาดเบา  เป็นต้น


ที่มา: http://www.krabork.com/2015/09/01/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/#more-2943


วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559


นักจินตคณิตศาสตร์ที่คิดเร็วกว่าแสง



 นักจินตคณิตศาสตร์ที่คิดเร็วกว่าแสง

Solomon Stone นักจินตคณิตชาวอเมริกันที่เก่งที่สุดในยุค 1890



   เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.2009 Kim Peek ชายวัย 58 ปีผู้เป็นแรงดลใจให้ฮอลลีวูดสร้างภาพยนตร์เรื่อง Rain Man ที่มี Dustin Hoffman แสดงนำ ได้เสียชีวิตที่เมือง Salt Lake City ในสหรัฐอเมริกา ด้วยโรคสมองเสื่อมระดับรุนแรง ทั้งๆ ที่ในวัยหนุ่ม Peek สามารถอ่านหนังสือได้วันละ 8 เล่ม และจำข้อมูลในหนังสือได้หมดจนได้รับฉายาว่าเป็นผู้รอบรู้ใน 15 สาขาวิชา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ดนตรี จินตคณิตศาสตร์ ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนสติปัญญาอ่อน เพราะไร้ความสามารถในการแต่งตัวและหวีผมให้ตนเอง การเป็นทั้งคนเก่งและคนโง่ดักดานในคนคนเดียวกันนี้เป็นอาการของอัจฉริยะปัญญาอ่อน (savant) ที่บุคคลในวงการการศึกษากำลังให้ความสนใจ

       
       ย้อนอดีตไปเมื่อ 34 ปีก่อน นาง Shakuntala Devi คือสตรีชาวอินเดียผู้สามารถหารากที่ 23 ของจำนวนที่มี 201 หลักได้อย่างถูกต้องโดยใช้เวลาคิดเพียง 50 วินาที ครั้นเมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องเคล็ดลับในการคิด เธอก็เฉไฉบอกว่า เวลาเธออยู่กับตัวเลขเธอรู้สึกเป็นสุข เพราะเลขคือ เพื่อนสนิทที่เธอไว้วางใจมากที่สุด เช่น 6 x 4 จะได้ 24 เสมอ ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงเพียงใดหรืออย่างไร
       Shyam Marahe เป็นเด็กชาวอินเดียอีกผู้หนึ่งที่สามารถหารากที่ 23 ของจำนวนที่มี 41 หลัก คือ 24,242,900,770,553,981,941,874,678,268,486,966,725,193 ได้ว่ามีค่าเท่ากับ 57 ภายในเวลา 1 นาที Marahe ได้ยอมรับเช่นกันว่าเขามีความรู้สึกผูกพันกับตัวเลขมาก จนจำนวนทุกจำนวนเปรียบเสมือนเพื่อนแต่ละคน เช่น 3,844 ซึ่งในสายตาคนทั่วไปคือเลข 3, 8, 4 และ 4 เขียนเรียงกัน แต่ในสายตาของ Marahe เพื่อนคนนี้มีความพิเศษ คือมีค่าเท่ากับ 622

       ส่วนในกรณีของ Zerah Colburn ผู้ถือกำเนิดเมื่อ ค.ศ.1804 ที่เมือง Cabot รัฐ Vermont ในสหรัฐอเมริกานั้น เขามีบิดาชื่อ Abia ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างไม้ เมื่อ Colburn อายุ 5 ขวบ บิดาได้ส่งไปเรียนหนังสือในโรงเรียน ถึงเวลาจะผ่านไปร่วม 6 อาทิตย์ Colburn ก็ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย แต่กลับท่องสูตรคูณให้บิดาฟังมากมายเช่น 5 x 7 = 35 และ 6 x 8 = 48 เป็นต้น บิดาซึ่งกำลังงงมากจึงถามว่า 13 x 97 เท่ากับเท่าไร Colburn ก็ตอบสวนทันทีว่า 1,261
       
       ทันทีที่รู้ว่าลูกชายมีพรสวรรค์ด้านจินตคณิตศาสตร์ Abia ก็คิดใช้ความสามารถของลูกหาเงินทันควัน ทั้งนี้ เพราะครอบครัวยากจนและมีลูกถึง 6 คน ในเบื้องต้นเพื่อเป็นความมั่นใจ บิดาได้นำ Colburn ไปหาอธิบการบดีของ Dartmouth College ที่ Hanover ในรัฐ New Hampshire เพื่อสาธิตความสามารถในการคำนวณให้ดู และ Colburn ก็ได้ทำให้อธิการบดีประทับใจมากจนถึงกับเสนอให้ Colburn เข้าเรียนที่วิทยาลัยโดยไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน แต่ Abia ผู้ต้องการเงินยิ่งกว่าการศึกษาของลูกได้ปฏิเสธคำเชิญ แล้วนำลูกชายออกแสดงความสามารถด้านจินตคณิตศาสตร์ในเมืองต่างๆ เช่นที่ Boston และ Colburn ก็สามารถตอบได้ในทันทีว่า 1,449= 2,099,601 และเวลา 2,000 ปี = 63,072,000,000 วินาที ฯลฯ ความสามารถที่มากล้นนี้ทำให้ชาวบอสตันผู้หวังดีพากันรวบรวมเงิน 5,000 เหรียญมามอบให้ Abia เพื่อเป็นทุนการศึกษาของ Colburn แต่บิดาผู้ไม่ยินยอมให้ลูกเรียนหนังสือได้พา Colburn ออกแสดงความสามารถต่อในยุโรป
       
       ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1812 Colburn วัย 8 ขวบ ได้เปิดการแสดงความสามารถในการคำนวณในใจที่ลอนดอน โดยสามารถตอบได้ว่า 888,888= 790,121,876,544 ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที เมื่อมีคนถาม Colburn ว่า 4,294,967,297 เป็นจำนวนเฉพาะหรือไม่ (จำนวนเฉพาะคือจำนวนที่มี 1 กับตัวมันเองเท่านั้นที่หารมันได้ลงตัว) Colburn ตอบว่าไม่ เพราะเลขจำนวนดังกล่าวเท่ากับ 641 x 6,700,417 (เลขจำนวนนี้ในอดีต Pierre de Fermat นักคณิตศาสตร์ผู้ลือนามของฝรั่งเศสเคยคิดว่าเป็นจำนวนเฉพาะ)
       
       จากลอนดอน Abia ได้นำลูกชายไปแสดงความสามารถที่ปารีส ข่าวความเก่งจินตคณิตศาสตร์ของ Colburn ทำให้ชาวปารีสแตกตื่น แม้กระทั่งจักรพรรดิ Napoleon ก็ทรงสนพระทัยและตั้งพระทัยจะมาดู แต่ไม่ทันได้ดูเพราะ Napoleon ทรงแพ้สงครามที่วอเตอร์ลูเสียก่อน Colburn กับบิดาจึงเดินทางกลับอังกฤษสู่บรรยากาศที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่า Colburn มีวิธีคิดเลขอย่างไร เช่น Sir Humphry Davy นักเคมีที่มีชื่อเสียงได้เคยขอให้ Abia เปิดเผยเคล็ดลับของเรื่องนี้ แต่ Abia ปฏิเสธ
       
       ในปี 1817 Colburn ได้ทดลองประลองปัญญาด้านจินตคณิตศาสตร์กับ William Hamilton นักคณิตศาสตร์ชาวไอริชผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ในเวลาต่อมา Hamilton ได้ยอมรับว่าการแข่งขันเชิงวิชาการกับ Colburn ในครั้งนั้นได้ทำให้วิถีชีวิตของเขาหักเหสู่ความยิ่งใหญ่ จากเดิมที่ Hamilton คิดจะเป็นนักภาษาศาสตร์ แต่เมื่อรู้วิธีคำนวณเลขยกกำลัง 2 และวิธีหารากที่ 3 ของจำนวนเต็มจาก Colburn เขาก็หันมาสนใจคณิตศาสตร์แทน และได้ค้นคว้าต่อจนพบสมการ Hamilton ที่ใช้ในวิชากลศาสตร์และคอมพิวเตอร์กราฟฟิก
       
       ลุถึงปี 1819 คนอังกฤษเริ่มรู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่ายในตัว Colburn มาก เพราะเวลาใครถามเคล็ดลับในการคิดเลข Colburn ก็เอาแต่ร้องไห้ และมีอาการชักกระตุกจนทุกคนกลัวเขาจะเสียชีวิตขณะพยายามเปิดเผยความลับสุดยอดของตัวเอง แม้ต่อหน้า John Quincy Adams ผู้กำลังจะเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา และ Samuel Morse ผู้เป็นนักประดิษฐ์โทรเลขก็ตาม จนในที่สุดผู้คนก็เลิกสนใจ Colburn เมื่อคนอังกฤษเริ่มระอา Abia ได้นำลูกชายกลับไปหากินที่ปารีสอีก ขณะอยู่ที่นั่น Washington Irving นักประพันธ์ผู้ปรารถนาดีต่อ Colburn ได้พยายามจัดให้ Colburn เข้าเรียนที่ Lyceum Napoleon แต่ไม่สำเร็จเพราะบิดาของ Colburn ไม่ยินยอมอีก
       
       เมื่ออายุได้ 15 ปี ความนิยมชื่นชมในตัว Colburn ของฝูงชนได้จางหายไปจนเกือบหมด ทำให้ Colburn มีรายได้ไม่เพียงพอ จึงต้องหางานอื่นทำ โดยการเขียนบทละครและเล่นละครที่ Ireland แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้นเมื่อรู้ว่าบิดาใกล้จะตาย Colburn จึงเดินทางกลับบ้านเกิด และพบว่าแม้แต่แม่ก็จำเขาไม่ได้ ส่วนพี่น้องนั้นไม่ต้อนรับเลย ซ้ำยังกล่าวหาว่า Colburn ได้ทำให้ครอบครัวแตกแยกด้วยการนำพ่อออกทัวร์หาเงิน เมื่อพ่อเสียชีวิต Colburn จึงหลบลี้หนีสังคมโดยการเก็บตัว และได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาที่ Norwich University ใน Vermont และเริ่มมีครอบครัว
       
       ในปี 1833 Colburn วัย 29 ปี พร้อมลูก 3 คน ได้คิดหาเงินจากการเขียนหนังสือแสดงวิธีคิดคณิตศาสตร์ในจินตนาการ แต่หนังสือไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้อ่านมีความเห็นว่าวิธีคิดของ Colburn ไม่มีหลักการที่รัดกุม เมื่อมีการขอให้เพิ่มเติมคำอธิบายให้สมบูรณ์ Colburn ก็บอกว่า พระเจ้าได้ประทานวิธีคิดโดยการกระซิบบอกในสมองของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถถ่ายทอดวิธีคิดเหล่านั้นลงในสมองของคนอื่นได้
       
       Colburn เสียชีวิตในปี 1839 สิริอายุ 35 ปี
       
       ส่วน Jedediah Buxton นักจินตคณิตศาสตร์ผู้โด่งดังในสมัยเมื่อ 250 ปีก่อน ก็เคยแสดงความสามารถที่สมาคม Royal Society ในปี 1754 และได้รับคำชื่นชมจากบรรดาสมาชิกของสมาคมมาก และเมื่อ Buxton ได้ไปดูละครเรื่อง Richard III ที่โรงละคร Drury Lane ในลอนดอน เมื่อละครเลิก ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งได้ถาม Buxton ว่าชอบหรือไม่ชอบละครอย่างไร Buxton ตอบว่า ผมดูไม่รู้เรื่องเลย รู้เพียงแต่ว่า David Garrick ผู้แสดงนำฝ่ายชายพูดทั้งหมด 14,445 คำ และเดินไปเดินมา 5,202 ก้าว นี่เป็นการสังเกตระดับละเอียดที่คนธรรมดาไม่เคยคิดจะสนใจ
       สำหรับ Thomas Fuller ผู้เป็นทาสผิวดำที่เกิดในปี 1710 และเป็นอัจฉริยะปัญญาอ่อนนั้นก็สนใจประเด็น “ผิดธรรมชาติ” เช่นกัน เช่น ชอบนับเมล็ดข้าวสาลีในกระสอบ และชอบนับขนหางวัวจนรู้ว่ามี 2,872 เส้น อีกทั้งรู้ว่า เวลา 1 ปีกับ 6 เดือน = 47,304,000 วินาที แต่สมองของเขาไม่รับรู้ข้อมูลอื่นใดนอกจากเรื่องเลข
       
       ปัจจุบัน การศึกษาวิธีคิดของอัจฉริยะปัญญาอ่อนเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักการศึกษากำลังสนใจ เช่น คนเหล่านี้คิดได้อย่างไร หรืออะไรคือปัจจัยที่ทำให้สมองคนเป็นเช่นนั้น ในหนังสือ The Great Mental Calculators: The Psychology, Methods and Lives of Calculating Prodigies, Past and Present ที่เรียบเรียงโดย Steven B. Smith และจัดพิมพ์โดย Columbia University Press ในปี 1983 Smith ได้แสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของอัจฉริยะปัญญาอ่อนมี 2 รูปแบบ คือแบบที่เห็นตัวเลขในจินตนาการ กับแบบที่ได้ยินตัวเลขเป็นเสียง และบุคคลพิเศษประเภทนี้มักเป็นผู้ชายที่ถนัดการคูณยิ่งกว่าคนธรรมดาหลายพันเท่า อีกทั้งชอบหารากที่ 3 มากกว่ารากที่ 2 เพราะวิธีการหารากที่ 3 นั้นง่ายกว่าการหารากที่ 2
       
       นอกจากนี้ Smith ยังระบุอีกว่า ในวัยเด็กบุคคลพิเศษเหล่านี้มักไม่มีมนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่นๆ เพราะอาจเจ็บป่วยบ่อยจนทำให้ถูกตัดขาดจากสังคม เมื่อไม่มีเพื่อนจึงหันไปยึดตัวเลขมาเป็นเพื่อนในจินตนาการแทน ดังเช่น Jacques Inaudi, Henri Mondeaux, Vito Mangianele และ Luigi Pieroni โดยบุคคลทั้งสี่นี้เคยใช้ชีวิตวัยเด็กเป็นคนเลี้ยงแกะมาก่อน Smith จึงคิดว่าการใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวทำให้ต้องหันไปใช้เวลาหาวิธีนับแกะอย่างรวดเร็ว และนำวิธีที่พบนั้นมาใช้ในจินตคณิตศาสตร์
       
       Smith ยังพบอีกว่า สำหรับ Zerah Colburn นั้นร่างกายยังมีความผิดปรกติด้วย เช่น Colburn มีนิ้วมือและนิ้วเท้า 12 นิ้ว ซึ่งบิดาได้นำไปผ่าตัดจนเหลือ 10 นิ้วเพื่อให้ดูเป็นคนปรกติ
       
       ในวารสาร Philosophical Transactions of the Royal Society ฉบับที่ 346 ปี 2010 Patricia Howlin แห่ง King’s College ของมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้พบว่าการที่คนพิเศษเหล่านี้มีความสามารถผิดปรกติ เช่น Daniel Tammet สามารถจำค่าของ p ได้ถูกต้องถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 22,514 และคนขับรถแท็กซี่ที่สามารถจำชื่อถนนทั้ง 25,000 สายในลอนดอนได้อย่างไม่ผิดพลาดเลย เพราะคนเหล่านี้มักเป็นโรคลมชัก (epilepsy) และออทิสติก (autistic) รวมถึงมีอาการ Asperger ที่มีปัญหาในการคบเพื่อน เพราะไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นๆ และมีความสนใจที่แคบมาก รวมทั้งมีความสามารถในการทำงานที่ใช้อุปกรณ์ต่างๆ น้อยเพราะปรับตัวไม่ค่อยจะได้ และ Howlin ก็ได้พบว่า 10% ของคนที่เป็นออทิสติกมักเป็นอัจฉริยะปัญญาอ่อนด้วย และได้ศึกษาจนพบว่า คนพิเศษเหล่านี้สามารถทำงานพิเศษได้เพราะมีแรงจูงใจสูงมากจนถึงกับรู้สึกว่า ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็จะตายเอา
       
       ส่วนประเด็นที่นักจิตวิทยากำลังสนใจก็มีว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ความสามารถด้านเด่นและด้อยมีอยู่ด้วยกันในบุคคลคนเดียวกัน
       
       ในวารสาร Journal of Child Psychology and Psychiatry ประจำเดือนตุลาคม ปี 2009 Francesca Happé ได้สังเกตพบว่า คนที่มีอาการ Asperger มักสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่คนทั่วไปมักมองข้ามไป และเมื่อตาของคนพิเศษนี้เห็น ในขั้นต่อไปสมองของเขาก็จะโฟกัสที่ประเด็นนั้นอย่างแน่วแน่จนจำได้แม่น ซึ่งก็ตรงกับการวิเคราะห์ของ Simon Baron-Cohen แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ในอังกฤษที่พบว่า คนที่เป็นออทิสติกมักมีความรู้สึกอ่อนไหวระดับไฮเปอร์กับข้อมูลต่างๆ มากจนถึงกับหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องนั้นตลอดเวลา และในที่สุดก็พัฒนาไปสู่ความเป็นอัจฉริยะปัญญาอ่อน
       
       การศึกษาสมองของคนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมองส่วน cortex ที่ทำหน้าที่สังเกตและคำนวณมีขนาดใหญ่กว่าปรกติ แต่นักวิจัยทั้งสองก็ไม่มั่นใจว่าขนาดของสมองส่วนนี้มีมาตั้งแต่เกิดหรือเกิดจากการฝึกฝน แต่ในขณะเดียวกันสมองส่วน hippocampus ที่ใช้ในการจำก็มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติด้วย แต่ถ้าสมองส่วนนี้ไม่ได้ใช้ ขนาดก็จะฝ่อลงๆ ดังนั้น คนทั้งสองจึงสรุปในภาพรวม สมองของอัจฉริยะปัญญาอ่อนมิได้แตกต่างจากสมองคนธรรมดา แต่เมื่อได้ฝึกฝนมาก รูปร่างและขนาดของสมองก็เปลี่ยน คือ ใหญ่ขึ้นครับ


ที่มา:  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000002037
       

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559



ระบบสุริยะ



ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ประกอบด้วย

ดาวพุธ (Mercury)


 ดาวพุธ (Mercury) 
        
         ดาวพุธ เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ไม่มีดาวบริวาร และเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ และด้วยความที่มันเป็นดาวที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4,878 กิโลเมตร) จึงทำให้มันไม่สามารถสร้างสนามโน้มถ่วงที่มีพลังมากพอที่จะดึงดูดและกักเก็บ บรรยากาศได้ ดาวพุธจึงมีแรงโน้มถ่วงน้อยมาก และไม่มีบรรยากาศ ทำให้วัตถุอวกาศพุ่งชนได้ง่าย พื้นผิวดาวจึงขรุขระจากการพุ่งชนเหล่านั้น


          ดาวพุธใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 88 วัน แต่กลับหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลาถึง 180 วันเลยทีเดียว นั่นหมายความว่า ดาวพุธจะมีด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ยาวนานมาก เช่นเดียวกับด้านที่หันออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์  ดังนั้น เมื่อมีด้านที่ดาวพุธหันเข้าหาดวงอาทิตย์ยาวนาน ประกอบกับไม่มีชั้นบรรยากาศ จึงทำให้พื้นผิวดาวร้อนมาก ส่วนด้านที่หันทิศตรงข้ามดวงอาทิตย์ ก็เย็นมากเช่นกัน ดาวพุธจึงได้รับฉายาว่า เตาไฟแช่แข็ง 



          ทั้งนี้ ดาวพุธมักปรากฏใกล้ หรืออยู่ภายใต้แสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก แต่ก็พอมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเวลาพลบค่ำ



ดาวศุกร์ (Venus)



  ดาวศุกร์ (Venus) 

          าวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ไม่มีดวงจันทร์เป็นดาวบริวาร มีขนาดเล็กกว่าแต่ก็ใกล้เคียงกับโลกมาก จนได้ชื่อว่าเป็นฝาแฝดกับโลก เราสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ด้วยตาเปล่า โดยสามารถมองเห็นได้ทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกในเวลาใกล้ค่ำ เราเรียกว่า ดาวประจำเมือง (Evening Star) ส่วนช่วงเช้ามืดปรากฏให้เห็นทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเรียกว่า ดาวรุ่ง (Morning Star) เรามักสังเกตเห็นดาวศุกร์มีแสงส่องสว่างมากเนื่องจาก ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีผลทำให้อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น 

          ดาวศุกร์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,104 กิโลเมตร หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 224 วัน และมีทิศทางการหมุนที่ไม่เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ คือในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นหมุน ทวนเข็มนาฬิกา ดาวศุกร์กลับหมุนตามเข็มนาฬิกา ส่วนชั้นบรรยากาศบนดาวนั้น ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซต์ถึง 97% ทำให้ดาวศุกร์ร้อนมาก อุณหภูมิสูงเฉียด 500 องศาเซลเซียส และสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี จึงสุกสว่างเมื่อมองเห็น



โลก (Earth)


 โลก (Earth) 
          โลก เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากมีชั้นบรรยากาศและมีระยะห่าง จากดวงอาทิตย์ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต นักดาราศาสตร์อธิบายเกี่ยวกับการเกิดโลกว่า โลกเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มก๊าซ และมีการเคลื่อนที่สลับซับซ้อนมาก แต่มีพื้นผิวเป็นหินเช่นเดียวกับ ดาวเคราะห์ชั้นในดวงอื่น ๆ ทั้งนี้ โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวาร โคจรอยู่รอบโลกเพียงดวงเดียว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3,476 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเส้นผ่าศูนย์กลางโลก และโคจรอยู่ห่างจากโลกโดยเฉลี่ยประมาณ 384,400 กิโลเมตร และโคจรรอบโลกในระยะเวลาประมาณ 29.5 วัน เป็นดวงจันทร์เป็นดาวดวงเดียวที่มนุษย์เดินทางไปสำรวจ โดยการนำตัวอย่างดินและหินจากดวงจันทร์กลับมาตรวจวิเคราะห์บนโลก


ดาวอังคาร (Mars)

 ดาวอังคาร (Mars) 
          ดาวอังคาร มีขนาดเล็กกว่าโลก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 6,794  กิโลเมตร พื้นผิวดาวอังคารมีปรากฏการณ์เมฆและพายุฝุ่นเสมอ เป็นที่น่าสนใจในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีลักษณะและองค์ประกอบ ที่ใกล้เคียงกับโลก เช่น มีระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเอง 1 วัน เท่ากับ 24.6 ชั่วโมง และระยะเวลาใน 1 ปี เมื่อเทียบกับโลกเท่ากับ 1.9 มีการเอียงของแกน 25 องศา ดาวอังคารมีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวง และมีอุณหภูมิพื้นผิวค่อนข้างเย็น อยู่ที่ประมาณ -65 องศาเซลเซียส

          ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อยู่ระหว่างการศึกษาดาวอังคารอย่างละเอียด โดยการส่งยานคิวริออสซิตี้ขึ้นไปศึกษาสภาพบนดาว เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเป็นโลกใบที่สอง และนั่นอาจเป็นข่าวดีสำหรับมวลมนุษยชาติ


ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)

  ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) 

          ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลก 11 เท่า หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 9.8 ชั่วโมง ซึ่งเร็วที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลาย และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 12 ปี นักดาราศาสตร์อธิบายว่า ดาวพฤหัสเป็นกลุ่มก้อนก๊าซหรือของเหลวขนาดใหญ่ ที่ไม่มีส่วนที่เป็นของแข็งเหมือนโลก และเป็นดาวเคราะห์ที่มีดาวบริวารมากถึง 67 ดวง

ดาวเสาร์ (Saturn)

  ดาวเสาร์ (Saturn) 

          ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นดาวที่ประกอบไปด้วยก๊าซและ ของเหลวสีค่อนข้างเหลือง หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 10.2 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 29 ปี ลักษณะเด่นของดาวเสาร์ คือ มีวงแหวนล้อมรอบ ซึ่งวงแหวนดังกล่าวเป็นอนุภาคเล็ก ๆ หลายชนิดรวมกัน และดาวเสาร์มีวงแหวนถึง 3 ชั้น นอกจากนี้ ดาวเสาร์ยังมีดาวบริวาร 62 ดวง หนึ่งในนั้นคือดวงจันทร์ไททัน (Titan) ซึ่งถือว่าเป็นดวงจันทร์ที่แปลกที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล เพราะเป็นดวงจันทร์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีบรรยากาศ และนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ดวงจันทร์ดวงนี้มีสภาพเหมือนโลกยุคแรก ๆ หากดวงอาทิตย์ร้อนขึ้นเมื่อไร น้ำแข็งบนดวงจันทร์จะละลาย และมีวิวัฒนาการคล้ายกันกับโลกเลยทีเดียว



 ดาวยูเรนัส (Uranus)

 ดาวยูเรนัส (Uranus) 

          ดาวยูเรนัส หรือดาวมฤตยู เป็นดาวเคราะห์แก๊สขนาดใหญ่ มีดวงจันทร์บริวาร 27 ดวง หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลา 16.8 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลานานถึง 84 ปี ดาวยูเรนัสประกอบด้วยก๊าซและของเหลว เช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ทั้งนี้ ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ใหญ่เป็น ที่ 3 รองจากดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ โคจรห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 2,871 ล้านกิโลเมตร ทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก แต่เมื่อใช้กล้องโทรทัศน์ และรู้ตำแหน่งแน่ชัด ก็จะสามารถเห็นได้ในคืนฟ้าใสกระจ่าง


ดาวเนปจูน (Neptune)
 
 ดาวเนปจูน (Neptune) 

          ดาวเนปจูน หรือดาวเกตุ เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เป็นที่ 4 ในระบบสุริยะ มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 50,000 กิโลเมตร จุโลกได้ถึง 60 ดวง ระยะห่างเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 4,504 ล้านกิโลเมตร  หมุนรอบตัวเองครบรอบในเวลา 16 ชั่วโมงอยู่ไกลจากโลกมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เท่านั้นจึงจะเห็นเป็นจุดริบหรี่ได้ สิ่งที่มนุษย์รู้เกี่ยวกับดาวเนปจูน ในทุกวันนี้ จึงเป็นข้อมูลที่ได้มาจากยาน วอยเอเจอร์ 2 ซึ่งโคจรสำรวจดาวเนปจูน ระยะใกล้ เมื่อ พ.ศ. 2532

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

บล็อกของ วลัยพรรณ ปิยพงศ์พันธ์


        บล็อกนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนของครู อบรมมาตรฐานวิชาชีพครูคุรุสภามาตรฐานที่ 8 รุ่นที่ 3 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม